ลงทุนของสะสม Art Toy และนาฬิกาหรู เสี่ยงแค่ไหนถ้าฟองสบู่แตก

เราเห็นปรากฏการณ์ที่น่าทึ่งมากค่ะ ผู้คนยอมไปต่อแถวรอข้ามคืนเพื่อซื้อตุ๊กตาพลาสติกตัวเล็ก ๆ ในราคาหลักหมื่น หรือยอมจ่ายเงินหลักล้านเพื่อซื้อนาฬิกามือสองที่ราคาแพงกว่าราคาป้ายหลายเท่าตัว

คำว่า “ซื้อเก็บไว้เก็งกำไร” กลายเป็นคำติดปากที่ทำให้เรารู้สึกผิดน้อยลงเวลาควักเงินก้อนโตซื้อของสะสมเหล่านี้ แต่ในมุมมองของการลงทุน สินทรัพย์ที่ไม่มีกระแสเงินสด (Cash Flow) ไม่มีการจ่ายปันผล และราคาขึ้นอยู่กับ “ความพอใจ” ของผู้ซื้อคนต่อไปเพียงอย่างเดียว ถือเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงระดับสูงสุด

เมื่อราคาไม่ได้มาจากมูลค่า แต่มาจากความพอใจ

กฎข้อแรกของการลงทุนในของสะสม (Collectibles) คือต้องแยกให้ออกระหว่าง Price (ราคา) และ Value (มูลค่า) ค่ะ

หุ้นมีเงินปันผล พันธบัตรมีดอกเบี้ย ที่ดินปล่อยเช่าได้ แต่ Art Toy หรือนาฬิกา วางไว้เฉย ๆ มันไม่ออกลูกออกหลานค่ะ กำไรที่คุณจะได้ มาจากทฤษฎีเดียวคือ Greater Fool Theory หรือการหวังว่าจะมี “คนที่ยอมจ่ายแพงกว่า” มารับช่วงต่อจากเรา

ตราบใดที่ดนตรียังบรรเลงและมีคนหน้าใหม่กระโดดเข้ามาในตลาด ราคาก็จะวิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ แต่เมื่อไหร่ที่ดนตรีหยุด และไม่มีคนใหม่เข้ามารับของต่อ คนที่ถือของคนสุดท้ายคือคนที่ต้องรับภาระขาดทุนทั้งหมด ซึ่งสถานการณ์นี้แหละค่ะที่เราเรียกว่า “ฟองสบู่แตก”

เจาะลึก Art Toy น่ารักหรือน่ากลัว

กระแส Labubu หรือ Crybaby ที่ฟีเวอร์สุด ๆ ทำให้หลายคนมองว่านี่คือทองคำพลาสติก แต่ในเชิงเศรษฐศาสตร์ Art Toy มีความเสี่ยงเฉพาะตัวที่น่ากังวลค่ะ

อุปทานไม่จำกัด (Unlimited Supply) ต่างจากที่ดินหรือทองคำที่มีจำกัด Art Toy ผลิตจากโรงงานค่ะ ถ้าค่ายเจ้าของลิขสิทธิ์อยากปั๊มเพิ่มอีกแสนตัวเขาก็ทำได้ หรือต่อให้บอกว่าเป็น Limited Edition แต่เขาก็สามารถออก “สีใหม่” หรือ “คอลเลกชันใหม่” มาดูดเงินได้เรื่อย ๆ ทำให้ความหายากลดลงตามกาลเวลา

ความเสี่ยงเรื่องเทรนด์ (Fad Risk) จำตุ๊กตาบลายธ์ เฟอร์บี้ หรือจตุคามรามเทพ ได้ไหมคะ ของเหล่านี้เคยราคาพุ่งไปแตะหลักหมื่นหลักแสน แต่พอหมดกระแส ราคาก็ดิ่งลงเหวจนแทบแจกฟรี Art Toy ก็หนีวัฏจักรนี้ไม่พ้นค่ะ วันหนึ่งที่คนเลิกฮิต ราคาอาจเหลือแค่เศษพลาสติก

นาฬิกาหรู ของเล่นคนรวยที่เจ็บจริงได้เหมือนกัน

ตลาดนาฬิกาอย่าง Rolex, Patek Philippe หรือ Audemars Piguet ดูจะมีความมั่นคงกว่าเพราะมีประวัติศาสตร์ยาวนานและ Supply มีจำกัดจริง ๆ (ผลิตยากกว่าของเล่น) แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีวันดอยค่ะ

บทเรียนจากปี 2022 ในช่วงโควิด ราคานาฬิกาพุ่งขึ้นไป 2-3 เท่าของราคาป้าย (Retail Price) แต่พอเศรษฐกิจโลกเริ่มฝืดเคืองและดอกเบี้ยขาขึ้นในปี 2022-2023 ราคานาฬิกามือสองในตลาดโลก (Secondary Market) ร่วงลงมาเฉลี่ย 20-30% และบางรุ่นยอดฮิตราคาร่วงไปกว่า 40%

นี่พิสูจน์ให้เห็นว่า นาฬิกาก็มีรอบวัฏจักรของมันค่ะ ใครที่ไปไล่ซื้อตอนยอดดอยหวังเก็งกำไรระยะสั้น ตอนนี้อาจจะยังขาดทุนยับเยินอยู่เลยก็ได้

สัญญาณเตือนภัย ฟองสบู่กำลังจะแตกหรือยัง

เราจะรู้ได้ยังไงว่าตลาดใกล้จะวายแล้ว ให้สังเกตสัญญาณเหล่านี้ค่ะ

1. คนนอกวงการเริ่มเข้ามา เมื่อไหร่ที่คุณป้าข้างบ้าน หรือเพื่อนที่ไม่เคยสนใจเรื่องศิลปะเลย มาถามว่า “ตัวนี้ซื้อเก็บไว้ดีไหม เห็นเขาว่ากำไรดี” นั่นคือสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดง แปลว่าความต้องการเทียม (Artificial Demand) กำลังล้นตลาด

2. ราคาขายต่อแพงกว่าราคาป้ายเกินเหตุ ถ้าของชิ้นนั้นราคาป้าย 300 บาท แต่ราคารีเซลพุ่งไป 3,000 บาท (10 เท่า) โดยที่ไม่ได้มีความหายากระดับตำนาน นี่คือภาวะเก็งกำไรที่ผิดปกติและเปราะบางมาก

3. การกู้เงินมาซื้อ ถ้าเริ่มเห็นคนรูดบัตรเครดิต หรือกดเงินสดมาตุนของสะสมเพื่อหวังขายทำกำไร แปลว่าสภาพคล่องในตลาดเริ่มตึงตัว และเมื่อคนกลุ่มนี้หมุนเงินไม่ทัน เขาจะเทขายของออกมาในราคาถูก ซึ่งจะดึงราคาตลาดให้พังครืนลงมา

เอาตัวรอดอย่างไร ถ้าใจยังรักจะสะสม

ไม่ได้บอกว่าห้ามซื้อนะคะ การสะสมเป็นความสุขทางใจที่ดีเยี่ยม แต่ถ้าจะซื้อเพื่อให้รอดปลอดภัย ต้องมีหลักคิดดังนี้ค่ะ

  • ซื้อเพราะชอบ ไม่ใช่เพราะแชทบอกว่าดี ให้ถามตัวเองว่า “ถ้าพรุ่งนี้ราคามันเหลือ 0 บาท เรายังอยากเก็บมันไว้ไหม” ถ้าคำตอบคือใช่ ก็ซื้อเลยค่ะ เพราะกำไรทางใจคุณได้ตั้งแต่วินาทีที่ซื้อแล้ว ส่วนกำไรตัวเงินถือเป็นของแถม
  • ใช้เงินเย็นเจี๊ยบเท่านั้น ห้ามใช้เงินกู้ หรือเงินที่ต้องใช้จ่ายในอีก 6 เดือนข้างหน้ามาซื้อเด็ดขาด เพราะของสะสมมีสภาพคล่องต่ำ (Illiquid) เวลาจะรีบขายมักจะโดนกดราคาเสมอ
  • กระจายความเสี่ยง อย่าทุ่มเงินทั้งหมดไปกับ Art Toy ค่ายเดียว หรือนาฬิกายี่ห้อเดียว ควรกระจายไปสินทรัพย์อื่นบ้าง และจำไว้เสมอว่า “ของสะสม” ไม่ควรเกิน 5-10% ของพอร์ตการลงทุนรวมทั้งหมด

สุดท้ายนี้ ขอให้ระลึกไว้เสมอว่า เส้นแบ่งระหว่าง “นักลงทุน” กับ “นักพนัน” ในตลาดของสะสมนั้นบางมากค่ะ ถ้ารู้ลึก รู้จริง เข้าใจวัฏจักรราคา คุณคือนักลงทุน แต่ถ้าซื้อตามกระแสโดยไม่รู้อะไรเลย เพียงเพราะหวังว่าจะมีคนมารับซื้อต่อแพง ๆ คุณคือนักพนันที่กำลังเล่นเก้าอี้ดนตรีอยู่ และเมื่อเพลงหยุดลง ขอให้มั่นใจนะคะว่าคุณมีเก้าอี้นั่ง ไม่ใช่ยืนถือของที่ไม่มีใครเอา