คอนเทนต์ที่คนแชร์บ่อย ๆ ไม่ได้แชร์เพราะข้อมูลแน่นที่สุดครับ แต่แชร์เพราะมันทำให้ “โล่ง” เหมือนมีคนช่วยจัดระเบียบความคิดให้ เหมือนยกก้อนหนักในหัวออกไปนิดหนึ่ง พอโล่ง คนจะอยากส่งต่อให้คนอื่นที่น่าจะกำลังหนักเหมือนกัน นี่คือพลังของคอนเทนต์แบบ “เข้าใจแล้วโล่ง” เพราะมันไม่ได้แค่ให้ความรู้ แต่มันปลดล็อกความกังวลและความสับสนครับ
ความโล่งเกิดจากการทำให้คน “เห็นสาเหตุ” และ “มีทางออกที่ทำได้” คนเครียดเพราะไม่รู้ว่าติดตรงไหนครับ เขารู้แค่ว่ามันไม่ไปต่อ แต่ไม่รู้ว่าปัญหาอยู่ที่อะไร คอนเทนต์ที่จะทำให้โล่งต้องช่วยชี้ให้เห็นสาเหตุแบบชัด ๆ เช่น ทำไมทำแล้วไม่เวิร์ก ทำไมยอดไม่มา ทำไมตัดสินใจไม่ได้ แล้วตามด้วยทางออกที่เล็กพอจะเริ่มได้ทันที พอคนเห็นเหตุผลและทางเริ่ม สมองจะหยุดวน และความโล่งจะเกิดขึ้นเองครับ
ทำให้โล่งด้วยการ “ตั้งชื่อความรู้สึก” แทนคนอ่านให้ถูก
หลายคนอธิบายความรู้สึกตัวเองไม่ถูกครับ พอเจอประโยคที่ตั้งชื่อให้ได้พอดี เขาจะรู้สึกเหมือนถูกเข้าใจทันที เช่น “เราไม่ได้ขี้เกียจ เราแค่กลัวเริ่มแล้วพลาด” หรือ “เราไม่ได้ไม่อยากซื้อ เราแค่ยังไม่เห็นภาพว่าจะจบยังไง” การตั้งชื่อความรู้สึกทำให้คนหยุดโทษตัวเอง และเริ่มมองปัญหาเป็นระบบ พอไม่โทษตัวเอง เขาจะโล่ง และพร้อมแชร์ครับ
โครงคอนเทนต์ที่ทำให้คนโล่งและแชร์ง่าย เริ่มจากประโยคที่พูดแทนใจ (ให้คนพยักหน้า) ต่อด้วยประโยคที่อธิบายสาเหตุแบบสั้น (ให้คนเข้าใจ) แล้วจบด้วยกรอบหรือขั้นเริ่มเล็ก ๆ 1 อย่าง (ให้คนทำต่อได้) อย่าใส่เยอะครับ เพราะโล่งเกิดจากความชัด ไม่ใช่ความแน่น และปิดท้ายด้วยประโยคที่ทำให้คนอยากส่งต่อ เช่น “ถ้าคุณรู้จักคนที่กำลังติดตรงนี้ ลองส่งให้เขาดูครับ” แบบนี้คนแชร์เองโดยไม่รู้สึกว่าเป็นโฆษณาเลยครับ
คอนเทนต์ที่ทำให้คนรู้สึกว่า “เข้าใจแล้วโล่ง” จนอยากแชร์ คือคอนเทนต์ที่ช่วยตั้งชื่อความรู้สึกให้ถูก ชี้สาเหตุให้เห็นชัด และให้ทางเริ่มเล็ก ๆ ที่ทำได้ทันทีครับ เมื่อคนรู้สึกโล่ง เขาจะอยากแบ่งเบาให้คนอื่นด้วย การแชร์จึงเกิดจากความรู้สึกร่วม ไม่ใช่จากการขอให้แชร์ และนั่นคือคอนเทนต์ที่ทรงพลังที่สุดครับ
